น้ำมันโลกเสี่ยง 150 ดอลลาร์ ไทยจะตรึงราคาไหวแค่ไหน? กองทุนฯ ติดลบหนัก
น้ำมันโลกอาจไม่ได้หยุดแค่ 100 ดอลลาร์ เมื่อทั้งช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง และล่าสุดท่อส่งน้ำมันของซาอุฯ ถูกกระทบ ขณะที่ไทยกำลังตรึงราคาด้วยกองทุนน้ำมัน
จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งตลาดลอนดอนและนิวยอร์ก ประกอบกับกรณีท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดโลกนั้น
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นเพิ่มขึ้น
โดยปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอาจปรับขึ้นไปถึงระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะหากได้รับผลกระทบทั้งจากช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางทะเลแดง ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก และมีโอกาสแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในอนาคตอันใกล้
ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันยังมีน้ำมันสามารถไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางทะเลแดงได้ แต่ปริมาณลดลงอย่างมาก ขณะที่ท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีจนต้องหยุดการส่งน้ำมันผ่านท่อ ซึ่งโดยปกติซาอุดีอาระเบียจะใช้เส้นทางดังกล่าวส่งน้ำมันออกทางทะเลแดง แทนการส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น
สำหรับที่มาของการประเมินราคาน้ำมันที่ระดับ 120 และ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลนั้น ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า เป็นการพิจารณาจากเหตุการณ์ในช่วง 7 เดือนของสงครามในตะวันออกกลาง โดยในช่วงที่มีการโจมตีรุนแรงและน้ำมันแทบไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ราคาน้ำมันเคยปรับขึ้นไปถึงระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว หากได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากเส้นทางทะเลแดง ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำมันหายไปอีกประมาณ 3-4% ของโลก ก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นไปถึงระดับ 130-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ จากประวัติที่ผ่านมา เมื่อเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันในตลาดโลกเคยปรับขึ้นไปถึงระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคามักอยู่ในระดับดังกล่าวได้ไม่นาน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติและเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาชั่วคราว โดยระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเคยเกิดขึ้นในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเคยเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 4-5 ปีก่อน
น้ำมันสำรองโลกลดลง เพิ่มความเสี่ยงภาวะขาดแคลน
สำหรับปริมาณน้ำมันสำรองในคลังสำรองของประเทศต่าง ๆ ทั้งสหรัฐฯ จีน และในระดับโลกนั้น ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า ปริมาณสำรองลดลงอย่างมาก โดยปริมาณประมาณ 400 ล้านบาร์เรล เทียบเท่ากับการใช้น้ำมันของโลกประมาณ 4 วัน จากการที่โลกใช้น้ำมันประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แม้ในมุมหนึ่งอาจมองว่าการสำรองน้ำมันที่ลดลง 4 วันจากทั้งหมด 365 วันอาจไม่มากนัก แต่ปริมาณสำรองดังกล่าวมีไว้เพื่อรองรับเหตุการณ์ผิดปกติ โดยเฉพาะในระยะสั้น ดังนั้น การที่ปริมาณสำรองลดลงจึงเป็นปัจจัยที่น่าเป็นห่วง และอาจทำให้ตลาดโลกเผชิญภาวะขาดแคลน หากไม่มีน้ำมันสำรองออกมาช่วยรองรับสถานการณ์
ไทยเสี่ยงรับภาระต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น
สำหรับประเทศไทย ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและมีการใช้น้ำมันในระดับสูง ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นไปถึงระดับ 120-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้ต้นทุนการใช้น้ำมันของไทยสูงขึ้นอย่างมาก
ขณะที่หากรัฐบาลยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำมัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งใช้เป็นกลไกในการอุดหนุนราคาน้ำมันจะติดลบเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ติดลบประมาณ 83,000 ล้านบาท และมีอัตราการติดลบประมาณ 300-400 ล้านบาทต่อวัน และอาจสูงถึง 500 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ อีกประมาณ 1-2 เดือน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจมีภาระติดลบแตะระดับ 100,000 ล้านบาท
การตรึงราคาขายปลีกยังส่งผลให้ภาระหนี้ของภาครัฐเพิ่มขึ้น เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกองทุนของรัฐ ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลมีภาระด้านงบประมาณและรายจ่ายจำนวนมาก รวมถึงการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดย 200,000 ล้านบาทนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส และอีก 200,000 ล้านบาทใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปสู่พลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ไทยยังต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่ ขณะที่ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งและการลดลงของน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ หรือ SPR ของหลายประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความกังวลต่อสถานการณ์พลังงานโลก
หากไม่ตรึงราคา ดีเซลอาจแตะใกล้ 50 บาทต่อลิตร
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในประเทศ ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นอย่างมาก โดยในช่วง 1 เดือนเพิ่มขึ้นประมาณ 20% แต่ราคาน้ำมันในประเทศยังไม่ได้ปรับขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เนื่องจากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกหลักในการตรึงราคาขายปลีก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันบางประเภท เช่น E20
หากยกเลิกการช่วยเหลือทั้งหมด ราคาดีเซลหมุนเร็วปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 39 บาทต่อลิตร หรือใกล้ 40 บาทต่อลิตร และอาจต้องปรับขึ้นอีกประมาณ 7-8 บาทต่อลิตร โดยดีเซลเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากราคาดีเซลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับน้ำมันดิบและน้ำมันประเภทอื่น
นอกจากนี้ ปัจจุบันมีการเรียกเก็บเงินจากโรงกลั่นประมาณ 2.40 บาทต่อลิตร หากยกเลิกมาตรการดังกล่าว ภาระจะถูกส่งต่อไปยังราคาขายปลีก ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปใกล้ระดับ 50 บาทต่อลิตร
3 ทางเลือก ลดภาระกองทุนน้ำมัน
ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ในสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ยาก เนื่องจากหากยังตรึงราคาน้ำมันต่อไป กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะติดลบเพิ่มขึ้น และมีโอกาสแตะระดับ 100,000 ล้านบาทในอีกประมาณ 2 เดือน ขณะที่หากยกเลิกการตรึงราคา ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
สำหรับแนวทางที่สามารถนำมาใช้เพื่อบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มี 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. เพิ่มการเรียกเก็บจากโรงกลั่น
อาจเพิ่มการเรียกเก็บจากส่วนต่างค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง จากปัจจุบันประมาณ 2.40 บาทต่อลิตร เป็น 3-4 บาทต่อลิตร หรือในอดีตเคยมีการเรียกเก็บสูงถึง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดหรือชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาขายปลีก และลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ในระดับหนึ่ง
2. ลดภาษีสรรพสามิต
ปัจจุบันน้ำมันดีเซลมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร รัฐบาลอาจพิจารณาลดภาษีลงประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และไม่ให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นตามราคาตลาดโลกมากเกินไป อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้จะทำให้รายได้ภาครัฐลดลง และอาจส่งผลให้ภาระการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น
3. ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ
รัฐบาลอาจพิจารณาตรึงหรือช่วยเหลือราคาน้ำมันเฉพาะประเภทที่มีความสำคัญ เช่น ดีเซล หรือเบนซิน E20 และมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น กลุ่มผู้ประกอบอาชีพที่ต้องใช้ดีเซลในการขนส่ง โดยอาจใช้รูปแบบคูปองลดราคาให้กับผู้ใช้บางส่วน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบ แต่ก็อาจส่งผลต่อภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจเช่นกัน
100,000 ล้านบาท คือ “เส้นแดง” ของกองทุนน้ำมัน
ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า ภาระติดลบของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ควรปล่อยให้เกินระดับ 100,000 ล้านบาท โดยมองว่าระดับดังกล่าวเป็น “เส้นแดงทางจิตวิทยา” และเมื่อกองทุนเข้าใกล้ระดับดังกล่าว รัฐบาลอาจต้องพิจารณาใช้มาตรการอื่นเพื่อไม่ให้กองทุนน้ำมันติดลบเพิ่มขึ้น
แนวทางที่สามารถพิจารณาได้ ได้แก่ การเพิ่มการเรียกเก็บจากโรงกลั่น การลดภาษีสรรพสามิต และการปรับรูปแบบการตรึงราคา โดยไม่จำเป็นต้องตรึงราคาสำหรับผู้ใช้น้ำมันทุกกลุ่ม แต่เน้นช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและมีความจำเป็นในการใช้น้ำมันเป็นหลัก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB